วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Franz (Ferencz) Liszt (1811-1886)


Franz Liszt เป็นนักประพันธ์เพลง นักเปียโนที่มีฝีมือเป็นเลิศในช่วงยุคโรแมนติก เกิดเมื่อปี 1811 ในบริเวณของ Western Hungary ( ในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ Austria ) เสียชีวิตเมื่อปี 1886 ได้รับอิทธิพลที่สำคัญในยุคนี้คือกระแสของนักดนตรียอดฝีมือหรือ Virtuoso โดยรับอิทธิพลมาจาก Nicolo Paganini นักไวโอลินที่มีฝีมือเป็นเลิศอันเนื่องมาจากในขณะนั้น Paganini มีชื่อเสียงโด่งดังมากและสภาพสังคมยุโรปในยุคโรแมนติคนิยมชมชอบวีรบุรุษ นอกจากนี้เขายังส่งอิทธิพลต่อดนตรีในยุคนี้อย่างมากโดยเฉพาะ Symphonic Poem ,เทคนิคของเปียโนและ Harmony
Franz Liszt เริ่มเรียนเปียโนกับนักดนตรีในราชสำนัก Esterhazy เพราะบิดาของเขาทำงานในราชสำนัก เมื่ออายุ 6 ขวบ เขาเริ่มแสดงความอัจฉริยะออกมาเมื่อเขาได้ออกแสดงเปียโนครั้งแรกเมื่ออายุ 9 ขวบในปี 1821 เขาได้ย้ายไปที่ Vienna และได้เรียนกับ Carl Czerny ลูกศิษฐ์ของ Beethoven เรียนทฤษฎีดนตรีและ Counter point กับ Antonio Salieri เมื่ออายุ 11 ปี เขาได้แสดงคอนเสิร์ตต่อหน้าสาธาณะชน ในปี 1823 เขาย้ายไปที่ Paris และเรียนทฤษฎีดนตรีและการประพันธ์เพลง ในปี1824 เขาได้ไปแสดงที่ London ที่นั่นเขาได้รับการยอมรับจากกษัตริย์ Georg IV และเขาได้มีโอกาสกลับไปอีกครั้ง ในปี 1825 – 1826 จุลอุปรากร ( Operetta) เรื่อง Don Sanche ได้ออกแสดงครั้งแรกที่ Paris ตลอดเวลาที่เขาพำนักอยู่ที่ Paris เขาเป็นได้เพื่อนกับ Berlioz ,Chopin ศิลปินที่สำคัญหลายคนในสมัยนั้น ตลอดเกือบ 20 ปีเขาออกแสดงเปียโนในฐานะนักเปียโนที่มีฝีมืออันยอดเยี่ยมและการเล่นที่ผาดโผนและเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชม แต่ในปี 1848 เขาได้หันหลังให้กับเวทีแสดงเปียโนแต่หันหน้าเข้าการอำนวยเพลงให้วงดุริยางค์ การประพันธ์เพลง และการสอนดนตรี ในช่วงปี 1848 – 1861 เขาได้เป็นผู้อำนวยการด้านดนตรีที่สำนัก Weimar เป็นสถานที่ที่เขาแสดงผลงานที่สำคัญหลายชิ้น โดยเฉพาะ อุปรากรเรื่อง Lohengrin ของ Richard Wagner ในปี 1850 และผลงานของBerlioz อีกมากมาย และเขายังได้แสดงผลงานของเขาเอง เช่น Faust Symphony และ Dante Symphony ,12 Symphonic Poems และอื่นๆอีกมากมายในช่วงปี 1860 เขาอาศัยอยู่ที่ Villa d’ Este อยู่ในบริเวณกรุง Rome ในปี 1865 เขาเริ่มรับงานพิเศษในกับโบถส์มากขึ้น ตั้งแต่ปี 1869 เขาจึงปรากฏตัวที่ Rome,Weimar ,Budapest ตลอดมา ในช่วง 5 ปีสุดท้ายของชีวิตเขาทุ่มเทให้กับการสอน มีลูกศิษย์ที่สำคัญหลายคนเช่น Ziloty, Lamond ,Rosenthal, Weingartner, Hans von Bulow เป็นต้น
Franz Liszt ถือเป็นนักประพันธ์เพลงที่สำคัญมากคนหนึ่งในยุคโรแมนติก เขาได้ทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงหลายอย่างโดยเฉพาะเทคนิคของเปียโนมีความยากขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด และมีผลงานที่เกี่ยวกับเปียโนมากมาย นอกจากผลงานเปียโนแล้ว เขายังมีผลงานที่เกี่ยวกับวงดุริยางค์อีกมากมาย โดยเฉพาะเพลงประเภท Symphonic Poem อาจถือได้ว่าเขาเป็นผู้ให้กำเนิดบทเพลงประเภทนี้ก็อาจเป็นได้ เขายังมีผลงาน Transcribe อีกมากมาย โดยเขาได้เรียบเรียงจากเพลงสำหรับวงดุริยางค์ให้บรรเลงด้วยเปียโนได้เช่น Symphony ทั้ง 9 บทของ Beethoven บางเพลงเรียบเรียงจากอุปรากรเช่น Rigoletto: paraphase de concert บางเพลงนำมาจาก Lieder นอกจากนี้เขายังเรียบเรียงเพลงเปียโนให้เป็นเพลงสำหรับวงดุริยางค์ด้วยเช่นกันโดยเรียบเรียงเพลงของตัวเองเช่น Mephisto Walz หรือ Mazeppa เป็นต้นบทเพลงที่สำคัญอื่นเช่น
Hungarian Rhapsody for Piano ทั้ง 19 บท Liszt ได้รับอิทธิพลของความเป็นชาตินิยมโดยตั้งใจที่จะนำทำนองแบบ Hungarian ในสำเนียงของ Gypsy มาใช้ในผลงานชิ้นนี้เพื่อแสดงความเป็น Hungarian ของเขา บทเพลงชุดนี้มีความยากมากต้องใช้ฝีมือและเทคนิคขั้นสูงในการบรรเลง
La Campanella เป็นเพลงที่นำมาจาก Violin Concerto in B minor ของ Paganini และ Paganini เองเป็นหนึ่งในนักประพันธ์เพลงและนักไวโอลินที่อิทธิพลสำคัญของกระแส Virtuoso
Sonata for piano in B minor เป็น Sonata บทเดียวของเขาและเป็นหนึ่งในบทเพลงที่สำคัญมากในวรรณคดีเปียโน โดยเขากำหนดไว้ 4 ท่อนแต่ไม่หยุดพัก ทั้งเพลงมีทำนองหลัก 3-4 ทำนอง
Piano Concerto No.1 in E-flat Major แสดงถึงบรรยากาศทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาด้วยเสียงที่ฟังแล้วขนลุก
Totentanz บทเพลงนี้ได้นำทำนอง Dies Irae จากยุคกลางมาใช้เนื่องจากอิทธิพลของสงครามที่เพิ่งสิ้นสุดลงทำให้ศิลปินหลายคนในช่วงนี้พิศวงกับความตาย ทำนอง Dies Irae Berlioz เคยใช้ใน Symphonie Fantastique ในท่อนสุดท้ายที่บรรยายเกี่ยวกับนรก
Les Prelude เป็น Symphonic Poem ที่สำคัญมากบทหนึ่งของเขา ที่มาของเพลงนี้คือ เขาได้อ่านบทกวีที่ชื่อ Les Prelude ของ Alfonse-Marie de Lamatine ในบทเพลงเขาได้ใช้เทคนิคที่เรียกว่า Thematic Transformation เป็นการใช้ทำนองเป็นการปรับทำนองหลักคล้ายกับ Variation แต่มีลักษณะของทำนองเดิมชัดเจนซึ่งต่อไปจะกลายเป็น Leitmotive ของ Wagner ต่อไป เทคนิคนี้อาจได้รับอิทธิพลจากเทคนิค Idee Fixe ของ Berlioz ก็ได้
อิทธิพลในฐานะนักประพันธ์เพลงของ Franz Liszt ส่งต่อให้นักประพันธ์เพลงหลายคนในยุโรปหลายคนในช่วงยุคโรแมนติกไปจนถึงต้นศตวรรษที่ 20 มากกว่าความเป็น Virtuoso และเขามักจะค้นหาสิ่งแปลกใหม่โดยตลอด เขาส่งอิทธิพลของการใช้ Harmony ในแบบของเขาคือการใช้ Chromatic Harmony ส่งอิทธิพลนี้ให้ Wagner ต่อไป การที่ให้ความสำคัญกับคู่ octave และ augmented Triad ส่งอิทธิพลต่อให้กับนักประพันธ์เพลงชาวรัสเซียและชาวฝรั่งเศส การใช้ Harmony ของเขาเกือบจะทำลายระบบ Tonal โดยที่เขาใช้ขั้นคู่ augmented และ diminished chords การที่ใช้บันไดเสียง whole-tone scale ที่บ่อยมากคือการเปลี่ยน Key ที่หาความสัมพันธ์ไม่ได้ และบ่อยครั้งที่เขามักจะเล่นทำนองกับลายประสานที่แตกต่างกันโดยที่ไม่คำนึงถึงกฎของ Harmony แต่อย่างใดซึ่งปรากฏในเพลงหลายเพลงเช่น Nuage gris, Unstern, Mephisto Walz เป็นต้น อิทธิพลนี้ได้ส่งต่อไปถึงนักประพันธ์เพลงในช่วงปลายยุคโรแมนติกถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ในด้านของ Orchestral music นักประพันธ์เพลงหลายคนเช่น Smetana, Franck, Saint-Sean, Tchaikovsky, Rimsky-Korsakov, Richard Strauss และ Ives นิยมประพันธ์ Symphonic Poem เช่น Symphonic Poem ชุด Ma Vlast ของ Smetana, Sheherazard ของ Rimsky-Korsakov หรือ Also sprach Zaratustra ของ Richard Strauss เป็นต้น

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Alessandro Scarlatti (1660-1725)


Alessandro Scarlatti เกิดเมื่อ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1660 ที่ Palermo เสียชีวิตเมื่อ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1725 ที่ Naplesเป็นนักประพันธ์เพลงชาวอิตาเลียน ที่มีชื่อเสียงด้านการประพันธ์ Opera ,Oratorio และ Cantata โดยเฉพาะ เป็นหนึ่งในนักประพันธ์เพลงที่ให้กำเนิด Chromatic Chord ที่เรียกว่า Neapolitan sixth Chord และถูกจัดให้เป็นหนึ่งในกลุ่ม Neapolitan school นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในนักประพันธ์เพลงที่มีความสำคัญในการพัฒนา Opera และ Cantata อีกด้วย
Alessandro Scarlatti เป็นบุตรคนที่สองจากแปดคนของ Pietro Scarlatti เกิดที่ Palermo ในวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1660 เมื่อเขาอายุได้ 12 ปี เขาและพี่น้องอีกสองคนได้ย้ายไปอยู่กับญาติที่กรุง Rome แต่ไม่ปรากฎหลักฐานแน่ชัดสำหรับการเรียนดนตรีในช่วงเริ่มต้น แต่สันนิษฐานว่า เขาอาจเรียนดนตรีก็บิดาของเขาหรือไม่ก็ญาติคนอื่นๆ แต่ที่ปรากฏหลักฐานว่าเขาได้เรียนดนตรีกับ Giacomo Carissimi นักประพันธ์เพลงชาวอิตาเลียน และเป็นหนึ่งในนักประพันธ์เพลงท่พัฒนา Cantata แต่เรียนได้ไม่นาน Carissimi ได้เสียชีวิตในเดือนมกราคม 1674 และมีความเป็นไปได้ว่าเขาได้เข้าในคณะนักร้องประสานเสียงในโรงเรียนและได้มีโอกาสไปร้องในโบสถ์ใหญ่ๆหรือในโรงเรียนสอนศาสนา ขณะที่อยู่ที่ Rome เขาได้มีโอกาสไปชมการแสดงดนตรีที่ผลงานของนักประพันธ์เพลงที่มีชื่อเสียงหลายคนในอิตาลีเช่น Cesti, Stradella, Pasquini, Sartorio เป็นต้น เขาแต่งงานกับ Antonia Anzalone เมื่อวันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1678 มีลูกชายเจ็ดคนและลูกสาวห้าสามคนแต่สุดท้ายแล้วเหลือเพียงห้าคนที่รอดมาได้ มีลูกชายสองคนที่ต่อมากลายเป็นนักประพันธ์เพลงคือ Pietro Filipo Scarlatti และ Giuseppe Domenico Scarlatti โดยเฉพาะ Domenico Scarlatti ต่อมาจะกลายเป็นนักประพันธ์เพลงคนสำคัญคนหนึ่งในช่วง Pre-Classic
ชื่อของ Alessandro Scarlatti ที่ปรากฏในฐานะนักประพันธ์เพลงเริ่มขึ้นเมื่อโบสถ์ Arciconfraternita del Ss Crocifisso ได้ว่าจ้างในเขาประพันธ์ Oratorio ได้แสดงเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ เป็นการแสดงครั้งแรกและครั้งเดียว หนึ่งในผลงานชิ้นแรกของเขาคือ อุปรากรเรื่อง Gli equivoci nel sembiante ได้ประสบความสำเร็จในการแสดง และได้แสดงอีกครั้งที่กรุง Rome ในปี 1679 และในที่อื่นๆอีกหลายที่เช่น Bologna, Naples, Monte Filottrano เป็นต้น หนึ่งในผู้อุปถัมภ์คนที่สำคัญคนแรกๆของ Alessandro Scarlatti คือ Queen Christina แห่ง Sweden ผู้อุปถัมภ์ศิลปะคนสำคัญคนหนึ่ง ในอุปรากรเรื่องที่สองคือ L’honesta negli amori (1680) ได้เอ่ยถึงพระนางในฐานะที่ตนเองเป็น maestro di cappella เขาได้อยู่ในตำแหน่งนี้จนกระทั่งเขาย้ายไปที่ Naplesในปี 1684 นอกจากพระราชินีแห่ง Sweden แล้วยังมีพระคารดินัลอีกสององค์ที่ให้การสนับสนุนและอุปถัมภ์คือ Benedetto Pamphili และ Pietro Ottoboni
เมื่อ Alessandro Scarlatti ย้ายมาที่ Naples ในปี 1684 ตามคำเชิญของ Marquis del Carpio อดีตทูตของสำนักวาติกัน ซึ่งในขณะนี้เป็นอุปราชของ Naples และยังได้เคยชมผลงานของเขาอีกด้วย และขณะนี้เมือง Naples กำลังเป็นเมืองแห่งศิลปะดนตรีและเป็นศูนย์กลางของ Opera เขาจึงอยู่ที่เมืองตลอดมาและได้ผลิตผลงานมากมายไม่เพียงเฉพาะ Opera แต่รวมถึง Oratorio, Serenata, Cantata และอื่นๆอีกมากมาย หนึ่งในผลงานที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ Il Pirro e Demetrio ได้นำออกแสดงที่ St. Bartolomeo ในปี 1684 อีก 2-3 ปีต่อมาได้ออก แสดงที่ Rome, Siena, Florence, Milan, Brunswick (ต่อมาคำร้องถูกแปลเป็นภาษาเยอรมัน ) และอาจไปถึงที่ Mantua และ Leipzig ด้วย อุปรากรเรื่องนี้ถูกนำออกแสดงรวมกว่า 60 ครั้งหลายหัวเมืองไปจนถึง London และได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่ได้แสดงในประเทศอังกฤษ อุปรากรเรื่องสุดท้ายของเขาคือ La Griselda เรื่องนี้ได้ออกแสดงที่ Capranica เป็นโรงละครที่ Ruspoli ได้สนับสนุนอยู่ ออกแสดงในปี 1721
ในช่วงท้ายของชีวิต (1722-25) เขาได้ประพันธ์ cantata อีก 4 บท Serenata สำหรับพระราชพิธีอภิเษกสมรส และ เพลงชุด Sonata for flute and strings สาเหตุที่เขาได้ลองประพันธ์บทเพลงที่ใช้ flute อาจเนื่องมาจากการพบกันระหว่างตัวเขาและ Johann Joachim Quantz ในปี 1724 ในการชุมนุมกันของนักประพันธ์เพลงก็เป็นได้ เมื่อ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1725 เขาเสียชีวิตลง ร่างของเขาถูกฝังที่ St. Maria di Montesanto โดยที่หินจารึกที่หลุมศพได้จารึกเป็นภาษาละตินไว้ว่า the greatest restorer (renewer) of music of all ageในช่วงที่ Alessandro Scarlatti ยังมีชีวิตอยู่นั้นเขาได้พัฒนาหลายสิ่งที่สำคัญโดยเฉพาะการใช้ da capo aria เป็น aria ที่มีลักษณะโครงสร้างแบบ ABA กล่าวคือ ทำนอง A แรก และ ทำนอง Aหลังเป็นทำนองเดียวกันแต่คำร้องไม่เหมือนกัน และ ทำนอง B มีทำนองที่ต่างออกไป และ Italian Overture มีลักษณะโครงสร้างหลักคือคือ เร็ว-ช้า-เร็ว เป็น form ที่สำคัญมากต่อ form ของเพลงบรรเลงเช่น concerto sonata ไปจนถึง symphony

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Passacaglia

ในช่วงปลายยุค Renaissance หรือ ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยา สืบเนื่องจากการแยกตัวของ Martin Luther คริสตจักรโรมันคาทอลิกที่มีพระสันตปาปาเป็นองค์ประมุขได้เริ่มเสื่อมลง จึงมีการสังคายนาขึ้นครั้งใหญ่ ณ. เมือง Trent ได้มีการจัดตั้งสภาแห่ง Trent ทำหน้าที่ในการสังคายนา ต่อมาสภาแห่ง Trent ได้ออกกฎต่างๆหนึ่งในกฎข้อหนึ่งที่ได้บรรญัติขึ้นคือ ในเพลงสวดห้ามนำเครื่องดนตรีมาใช้เพื่อให้คำสวดได้ยินชัดขึ้น ทำให้นักดนตรีที่เคยเล่นประกอบกับวงขับร้องประสานเสียงหันมาให้ความสำคัญกับการบรรเลงโดยไม่ต้องมีเสียงร้อง เริ่มแรกได้นำเพลงร้องมาบรรเลง ต่อมาจึงเริ่มนำเพลงเต้นรำของท้องถิ่นมาบรรเลง เมื่อเพลงบรรเลงเริ่มมีการพัฒนามากขึ้น บทเพลงประเภท Variation จึงเริ่มปรากฏในช่วงที่เพลงประเภท Improvisatory หรือการด้นสดกำลังเป็นที่นิยม Variation เองเปรียบเสมือนการด้นบนทำนองหลัก
Variation สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ Sectional Variation หรือ การแปรทำนองแบบแบ่งตอน และ Continuous Variation หรือ การแปรทำนองแบบต่อเนื่อง
Continuous Variation นั้นแบ่งออกได้อีก 2 แบบ คือการแปรทำนองเหนือคอร์ด เป็นการแปรทำนองที่มีคอร์ดเป็นหลักโดยคอร์ดชุดหนึ่งโดยที่คอร์ดชุดนี้จะเล่นซ้ำไปซ้ำมามีลักษณะคล้าย Ground Bass เพียงแนว Bass มีอิสระในการดำเนินทำนองกว่า ตัวอย่างบทประพันธ์เพลงที่มีลักษณะนี้คือ Chaconne เช่นบทเพลง Partite sopra Ciaccona ประพันธ์โดย Girolamo Frescobaldi หรือ Ciaccona from Partita for violin solo No.2 in D minor BWV 1004 ประพันธ์โดย Johann Sebastian Bach เป็นต้น แบบที่ 2 คือการแปรทำนองเหนือแนวเบส เป็นการแปรทำนองโดยที่มีแนว Bass ที่ค่อนข้างตายตัวโดยที่เดินวนซ้ำไปซ้ำมาเรียกว่า Ground Bass หรือ Basso ostinato ตัวอย่างบทประพันธ์เพลงที่มีลักษณะนี้คือ Passacaglia เช่นบทเพลง Partite sopra Passacagli ประพันธ์โดย Girolamo Frescobaldi
Passacaglia เป็นเพลงประเภท Continuous Variation ในรูปแบบเพลงเต้นรำแบบอิตาเลียนและสเปนชนิดหนึ่งที่อยู่ในอัตราจังหวะแบบ 3/4โดยทำนองอยู่บนแนวเบสที่เรียกว่า Ground Bass หรือ Basso ostinato เริ่มปรากฏในช่วงต้นยุคบาโรคเมื่อเพลงบรรเลงเริ่มมีบทบาททางสังคมมากขึ้นสืบเนื่องมาจากสภาแห่ง Trent ออกกฎห้ามนำเครื่องดนตรีเข้ามาใช้ในเพลงทางศาสนา
Passacaglia ในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 เริ่มปรากฏขึ้นในลักษณะของ ritornello อยู่ในบริเวณประเทศสเปน ฝรั่งเศส และอิตาลี แต่เดิมเป็นเพลงพื้นเมืองของสเปน เป็นเพลงสำหรับเครื่องประเภทดีด มีความเป็นไปได้ว่ามาจากคำว่า Paseo ถูกเรียกครั้งแรกโดย Juan Carlos Amat และคำว่า Pasacalle ทั้งสองคำแปลว่า Promenade นอกจากนี้ยังปรากฏในเทคนิกของ Guitar อีกด้วย ต่อมาเริ่มปรากฎการดำเนินของเสียงประสานในลักษณะ I-IV-V-(I) มักจะปรากฏในช่วงเริ่มของเพลงและปรากฏอีกครั้งเมื่ออยู่ช่วงจบของเพลง เรียกว่า Ritornello-Passacaglia อาจอยู่ในโหมด major หรือ minor ก็ได้ ในจังหวะแบบ duple หรือ triple ลักษณะของ Ritornello-Passacaglia ในช่วงแรกปรากฏในอิตาลี ในเพลง Nuova inventione d’intavolatura เป็นเพลงสำหรับ Spanish guitar ประพันธ์โดย Girolamo Montesardo ประพันธ์ที่ Florence ในปี 1606 ต่อมาได้แพร่หลายไปในหมู่นักประพันธ์เพลงสำหรับเครื่อง Guitar โดยเฉพาะในฝรั่งเศส เช่นบทเพลง Airs de different auteurs, cinquiesme livre ประพันธ์โดย Henri de Bailly ในปี 1614 สำหรับเครื่องดนตรี Frence Lute หรือบทเพลง Metodo mui facilissimo ประพันธ์โดย Luis de Briceno ได้ประพันธ์ขึ้นในปี 1626 ที่ Paris
เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายของศตวรรษที่ 17 เริ่มมีการนำมาใช้ในบทเพลงประเภท Variation สำหรับ Guitar, Voice and Continuo, Keyboard instrument และ Continuo –Chamber Group การดำเนินของเสียงประสานในลักษณะ I-IV-V-(I) ยังคงมีอิทธิพลแต่เริ่มมีการพัฒนามากขึ้นโดยเฉพาะในแนวเบส
ผลงานที่สำคัญในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 เช่น บทเพลง Aria di passacaglia (1630), Partite sopra Passacagli ประพันธ์โดย Girolamo Frescobaldi
การพัฒนาของ Passacaglia นั้นได้พัฒนาควบคู่กับ Continuous Variation อีกประเภทคือ Chaconne มีลักษณะที่คล้ายกัน มีที่มาที่คล้าย แต่มีข้อแตกต่างกันคือ Passacaglia จะสนใจที่แนว Bass ที่ค่อนข้างตายตัว แต่ Chaconne จะสนใจที่คอร์ดมากกว่า แนว Bass มีอิสระกว่า แต่จุดที่เหมือนกันคือ Ground Bass ทั้ง Passacaglia และ Chaconne ถูกเรียกสลับกันโดยนักประพันธ์เพลงรุ่นหลังอันเนื่องมาจากความคล้ายคลึงกันของโครงสร้าง และด้วยความที่มองอย่างผิวเผินแล้วคือมีรูปแบบเดียวกันนั่นเอง อีกเหตุผลสำคัญคือ การให้ความสำคัญของ Chord มากกว่าเสียงประสานแบบแนวนอนในช่วงยุคบาโรคต่อมา

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

Reformation , Martin Luther และดนตรีตะวันตก


ในช่วง ศตวรรษที่ 16 ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วง Late Renaisance มีเหตุการณ์ที่สำคัญเกิดขึ้นคือ การปฏิรูปศาสนา (Reformation) โดยนักบวชชาวเยอรมันชื่อ Martin Luther เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดยมีสาเหตุจาก ศาสนจักรในช่วงนี้กำลังเสื่อมถอยลงเนื่องจากพฤติกรรมของพวกพระหรือแม้กระทั่งพระสันตะปาปาเอง ผู้ที่มีอำนาจทางศาสนาเหล่านั้นต่างใช้อำนาจศาสนาในทางที่ผิดเช่น การขายใบใถ่บาป ซึ่งผู้ที่มีฐานะสามารถใถ่บาปได้แต่ผู้คนที่ยากจนนั้นไม่สามารถใถ่บาปได้เพราะไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน หรือการที่พระคาร์ดินัลและบิชอปต่างทำตัวหรูหราฟุ่มเฟือยในขณะที่ประชาชนยากจน นักบวชอยากมีภรรยา และที่ปรากฎความเลวร้ายที่ชัดเจนที่สุดคือการซื้อขายตำแหน่งกัน แม้กระทั่งพระสันตะปาปาบางพระองค์ได้รับการครหาว่าติดสินบนเช่นกัน
แต่ยังมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยอยู่หลายคนและเริ่มออกมาคัดค้านการกระทำนี้ แต่ศาสนจักรมีอำนาจมากมาย ผู้ที่กล้าออกมาคัดค้านทั้งหลายจึงถูกหาว่าเป็นพวกนอกศาสนาและถูกจับประหารชีวิตไปหลายคน แต่ Martin Luther สามารถแผ่ขยายอิทธิพลได้อย่างกว้างขวางจนสามารถแยกตัวออกมาเป็นอีกนิกายคือนิกายโปรแตสแตนท์ได้สำเร็จ
จุดเริ่มต้นคือ Martin Luther ได้เดินทางเข้าสู่กรุงโรมและได้เห็นความเสื่อมโทรมนี้ เมื่อเขากลับไปเยอรมัน เขาได้เขียนเอกสารการโจมตีการกระทำอันชั่วร้ายต่างๆนานา มาติดที่ประตูของวิหารวิทเทนเบิร์ก หลังจากนั้นชาวเยอรมันต่างได้รับรู้ถึงความเลวร้ายมากขึ้นด้วยการเผยแพร่โดยเทคโนโลยีการพิมพ์ในสมัยนั้น เมื่อพระสันตะปาปาทราบข่าวจึงออกคำสั่งให้ Martin Luther หยุดการกระทำเหล่านั้นแต่เขาได้ปฏิเสธที่จะทำตาม พระสันตปาปาจึงออกคำสั่งบูลล์เพื่อคว่ำบาตรและขับไล่ออกจากศาสนจักร แต่ Martin Luther และผู้สนับสนุนได้เผาคำสั่งนั้นกลางตลาดวิทเทนเบิร์ก เขาจึงถูกประนามว่าเป็นพวกนอกศาสนา
แนวคิดพื้นฐานของ Martin Luther มีอยู่ว่ามนุษย์สามารถหลุดพ้นก็โดยมีศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้นและเมื่อเป็นเช่นนั้นจึงไม่ต้องการพระหรือการบริการของศาสนจักรคาทอลิกมาคั่นขวางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า
เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจถึงคำสอนได้อย่างแท้จริงและไม่ตกเป็นเหยื่อของเหล่าพระผู้ละโมบที่ต้องการหาประโยชน์จากศาสนา Martin Luther จึงได้แปลพระคัมภีร์ไบเบิ้ลทั้งหมดเป็นภาษาเยอรมันเรียกว่า German new Testament เพื่อให้ง่ายต่อประชาชนจะเข้าใจได้ ภายหลังอังกฤษเองก็ใช้วิธีนี้ในรัชสมัยของสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบ็ธที่ 1
นอกจากนี้ Martin Luther ยังได้เปลี่ยนคำสวดในพิธีทางศานาจากภาษาละตินเป็นภาษาเยอรมันโดยนำมาจาก Chant เดิม ต่อมาเพื่อให้ชาวบ้านสามารถคุ้นเคยได้ง่ายจึงนำทำนองชาวบ้านมาใช้ในเพลงสวดเรียกว่า Chorale ซึ่งมีอยู่สองชนิดคือ แต่งทำนองขึ้นมาใหม่ โดยมาก Martin Luther มักจะเป็นผู้แต่งใหม่ แบบที่สองคือ Contrafacta เป็นการนำทำนอง Chant เดิมมาใช้หรือการนำทำนองที่ชาวบ้านคุ้นเคยอยู่แล้วมาใส่คำสวดภาษาเยอรมัน นอกจาก Martin Luther ที่แต่งทำนองใหม่เองแล้ว ยังมีนักประพันธ์เพลงชาวเยอรมันอีกสองคนที่แต่ง Chorale คือ Hans leo Hassler และ Michael Praetorius การเรียกแนวต่างๆของเพลงสวดก็ถูกเปลี่ยนชื่อด้วยเช่นกัน เช่น Duplum ถูกเปลี่ยนเป็น Bicinium ,Triplum ถูกเปลี่ยนเป็น Tricinium เป็นต้น
บท Chorale ของ Martin Luther ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ Ein’feste burg ist unser Gott (A mighty fortressis our God) Chorale บทนี้เป็นบทที่สำคัญมากที่สุดเปรียบได้กับสัญลักษณ์ของการปฏิรูปศาสนา (Reformation) นอกจากนี้ยังส่งอิทธิพลต่อนักประพันธ์เพลงหลายคนได้นำ Chorale บทนี้ไปใช้ในผลงานของตนเพื่อใช้สื่อสารถึงการปฎิรูปศาสนา นักประพันธ์เพลงจำนวนมากที่นำ Chorale บทนี้ไปใช้ในผลงานของตน เช่น Johann Walter ได้นำไปใช้ใน Geistliches Gesangbuchlein และ Lupus Hellinck ได้ใช้ทำนองนี้และจัดพิมพ์โดย George Rhaw รวมอยู่ใน Newe deudsche geistliche Gesang จัดพิมพ์เมื่อปี 1544 ทั้งสองคนนี้อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน
นอกจากนักประพันธ์เพลงรุ่นหลังก็ยังคงนิยมนำ Chorale บทนี้ไปใช้ในงานของตนเช่น

Johann Pachebel นักประพันธ์เพลงและนัก organ ชาวเยอรมันในช่วงยุคบาโรค นำมาทำเป็น Chorale prelude
Dietrich Buxtehude นักประพันธ์เพลงในยุคบาโรคได้ประพันธ์เพลง Organ Chorale BuxWV. 184 โดยใช้ทำนองจาก Chorale บทนี้
Johann Sebastian Bach นักประพันธ์เพลงในช่วงปลายยุคบาโรคได้นำ Chorale บทนี้ไปใช้ใน Chorale Cantata BWV. 80 , Choralgesange BWV.302-303 (for 4 voices) , Chorale Prelude BWV. 720 for Organ ซึ่งต่อมา Leopold Stokowski ผู้อำนวยเพลงที่มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 20 และเป็น orchestrator ที่มีชื่อเสียงด้วย ได้นำไปเรียบเรียงสำหรับวงดุริยางค์
J.L.Felix Mendelssohn-Bartholdy นักประพันธ์เพลงในยุคโรแมนติก ได้นำทำนอง Chorale บทนี้มาใช้ในท่อนสุดท้ายของ Symphony no. 5 in D minor “Reformation” op.107 เพื่อการรำลึกถึงการปฏิรูปศาสนานำโดย Martin Luther
Joseph Joachim Raff นักประพันธ์เพลงและครูสอนดนตรีในยุคโรแมนติกได้ประพันธ์ Overture “Ein’feste burg ist unser Gott”op.127
Giacomo Meyerbeer นักประพันธ์อุปรากรในยุคโรแมนติกได้นำ Chorale บทนี้ไปใช้ในมหาอุปรากร 5 องก์ เรื่อง Les Huguenots (Protestants) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างคริสจักรสองนิกายคือ Catholic และ Protestants ในช่วงศตวรรษที่ 16
Richard Wagner นักประพันธ์อุปรากรเยอรมันในยุคโรแมนติกตอนปลาย ได้นำ Chorale บทนี้มาใช้ใน Kaisermarsch ประพันธ์เมื่อปี 1871 เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของเยอรมันในสงคราม Franco-Prussian ในปี 1870 และการกลับมาของ Kaiser Wilhelm I
Max Reger นักประพันธ์เพลงในยุคโรแมนติกตอนปลาย ได้นำทำนอง Chorale บทนี้มาประพันธ์สำหรับ Organ ในบทเพลง Chorale Fantasia “Ein’feste burg ist unser Gott” op. 27 และ Chorale op.67 no.6
Ralph Vaughan William นักประพันธ์เพลงในช่วงยุคศตวรรษที่ 20 ตอนต้น ได้นำทำนอง Chorale บทนี้ไปใช้ในเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง 49 Parallel มี้เนื้อหาเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำนอง Chorale นี้ถูกใช้ตอนต้นเรื่องในฉากเรือ U ของเยอรมันได้โจมตีอ่าว Hudson
Flor Peeters นักประพันธ์เพลงในยุคศตวรรษที่ 20 ได้นำทำนอง Chorale บทนี้ไปใช้ใน Organ Chorale ซึ่งอยู่ใน 10 Chorale Prelude op.69 ตีพิมพ์ในปี 1949
John Zdechlik นักประพันธ์เพลงสำหรับวงดุริยางค์เครื่องเป่า ได้นำทำนอง Chorale บทนี้ไปใช้ในผลงานของตัวเองหลายชิ้นเช่น Psalm 46
Bradley Joseph ได้เรียบเรียง Chorale บทนี้สำหรับเครื่องดนตรีรวมอยู่ในอัลบัม Hymns and Spiritual songs.

Ein’feste Burg ist unser Gott

Ein’feste Burg ist unser Gott,
ein gute Wehr und Waffen.
Er hilft uns frei aus aller Nott,
die uns jetzt hat betroffen.
Der alt bose Feind,
mit Ernst ers jetzt meint;
gross Macht und viel List sein grausam Rustung ist;
auf Erd ist nicht seins Gleichen.

Gioseffo Zarlino (1517-1590)

Gioseffo Zarlino เป็นนักทฤษฏีดนตรีและนักประพันธ์เพลงชาวอิตาเลี่ยนมีชีวิตอยู่ในช่วงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ เขาเป็นผู้ที่ริเริ่มการเขียนลีลาสอดประสานแนวทำนอง (counterpoint)ในช่วงศตวรรษที่16 และเป็นนักทฤษฎีดนตรีที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดในตำราการประสานเสียงของ Jean Philippe Rameau เขาได้เขียนตำราไว้มากมายโดยเฉพาะตำรา Le istitutioni harmoniche (1558) ซึ่งเป็นตำราที่สำคัญมากในประวัติศาสตร์ของทฤษฎีดนตรี โดยเนื้อหาภายในกล่าวถึงการผสมผสานหลักการด้านทฤษฎีดนตรีของยุคก่อนหน้ากับทฤษฎีดนตรีในสมัยใหม่และการเขียนลีลาสอดประสานแนวทำนอง
Gioseffo Zarlino เกิดที่ Chiogia แต่ไม่มีเอกสารฉบับใดระบุว่าเกิดในปีไหนได้แน่ชัดแต่สัณนิษฐานว่าเกิดเมื่อวันที่ 31 มกราคม คศ.1517 เขาเรียนภาษากับ Giacobo Eterno Sanese เรียนวิชาคณิตศาสตร์และเรขาคณิตกับ Giorgio Atanagi และเรียนดนตรีกับ Francesco Maria Delfico เขาได้เป็นนักร้องของโบถส์ประจำเมือง Chioggia เมื่อเดือนกรกฎาคม คศ.1536 และเป็นนักออร์แกนในปี 1539-40 และเขาได้บวชเมื่อปี 1540 ต่อมาเขาย้ายไปที่เมือง Venice ในปี1541 และเป็นลูกศิษฐ์ของ Willaert นอกจากนี้ยังเรียนวิชาตรรกะและปรัชญากับ Cristoforo da Ligname เรียนภาษากรีกกับ Guglielmo Fiammingo และ ภาษาฮิบรูกับ หลานของ Elia Tesbite ต่อมาเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าวงขับร้องประสานเสียง (maestro di cappella) ประจำโบถส์ St. Mark’s ในเมือง Venice ในวันที่ 5 กรกฎาคม 1565 จนกระทั่งเสียชีวิต เขามีลูกศิษฐ์ที่สำคัญคือ Claudio Merulo, Giovanni Croce, Girolamo Diruta, Vincenzo Galilei และ G.M. Artusi เป็นต้น
ผลงานที่สำคัญของ Gioseffo Zarlino คือ ตำราทฎษฎีดนตรี istitutioni harmoniche ซึ่งพิมพ์ในปี 1558 เป็นผลงานชิ้นที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตรของทฤษฎีดนตรี ในสองส่วนแรกจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับทฤษฎีดนตรีในยุคก่อนโดยส่วนแรกจะกล่าวถึงปรัชญา วิชาเกี่ยวกับการกำเนิดจักรวาล และพื้นฐานทางดนตรีในทางคณิตศาสตร์ ส่วนที่สองจะกล่าวถึงระบบเสียงของดนตรีกรีกโดยอธบายในทฤษฎีของ consonance สมัยใหม่
ก่อนหน้านี้ ขั้นคู่ 3 และ ขั้นคู่ 6 ถือว่าไม่ใช่ขั้นคู่ consonance ตามกฎของ Pythagorus แต่ Zarlino ได้พยายามหาวิธีอธิบายเพื่อที่จะทำให้ขั้นคู่ 3 และ ขั้นคู่ 6 กลายเป็นคู่เสียงกลมกลืนได้โดยใช้คำว่า imperfect consonance และเพื่อที่จะนำไปใช้ในการเขียนเสียงประสานแบบใหม่ได้ Zarlino ได้อธิบายว่ากฎของ Pythagorus มีข้อจำกัดในการอธิบายขั้นคู่ consonance โดยอธิบายกับเครื่องสายในสมัยนั้นว่า ขั้นคู่ consonance สามารถเกิดขึ้นได้จากการแบ่งสาย 4 ช่วงในหนึ่งสายถ้าแบ่ง 2:1 จะได้คู่ octave ถ้าแบ่ง 3:2 จะได้คู่ 5th ถ้าแบ่ง 4:3 จะได้คู่ octave บวกอีก 5th และถ้าแบ่ง 4:1 จะได้คู่ 2 octave Zarlino ได้ขยายข้อจำกัดออกไปอีกจากเดิมเป็น 6 ช่วง การเพิ่มเป็น 6 ช่วงทำให้เกิดขั้นคู่ major 3rd ถ้าแบ่ง 5:4 เกิดขึ้นคู่ minor 3rd ถ้าแบ่ง 6:5 เกิดขั้นคู่ major 6th ถ้าแบ่ง 5:3 และเกิดขั้นคู่ minor 6th ถ้าแบ่ง 8:5 การแบ่ง 6 ช่วงของสายทำให้เกิดคำว่า sonorous number ( numero sonoro ) ซึ่งประกอบไปด้วย octave, 5th, 4th, major 3rd และ minor 3rd
ต่อมา Zarlino ได้นำขั้นคู่ major 3rd ไปไว้เหนือคู่ minor 3rd และลองวางขั้นคู่ major 3rd อยู่ใต้คู่ minor 3rd ทำให้พบ Zarlino คำอธิบายเมื่อเทียบกับความหมายในทางคณิตศาสตร์และการประสานเสียง Zarlinoได้อธิบายว่าถ้ามีสามโน้ตเช่น C,E,G แล้วนำไปเทียบกับความยาวของสายของเครื่องสายคือ 30,24,20 24 เป็นตัวที่สำคัญที่สุดในระบบการประสานเสียง Zarlino ได้อธิบายเรื่องนี้ในตำรา Diamostrationi harmoniche (1571) และตำราเล่มนี้ยังได้เปลี่ยนวิธีการเรียง mode ใหม่จากระบบของ Beothius โดยเริ่มจาก C authentic โหมดที่ 1 C plagal คือ โหมดที่ 2 D authentic คือ โหมดที่ 3 ไปเรื่อยๆ Zarliono ได้ให้ ut จากระบบ solmization เป็นตัวเริ่มต้นทฤษฎีนี้ต่อมา Zarlono ได้นำไปใช้ใน counterpoint ด้วย

Guido d' Arezzo


Guido d' Arezzo เป็นนักบวช ครู และนักทฤษฎีดนตรีที่สำคัญคนหนึ่งในยุคกลาง เป็นผู้ริเริ่มการบันทึกทำนองโดยใช้สัญลักษณ์ลงบนบรรทัดเพื่อกำหนดระดับเสียง และใช้คำแทนระดับเสียงเช่น โด เร มี ฟา โซ ลา เพื่อบันทึกบทเพลงสวด นอกจากนี้เขายังได้แต่งแบบฝึกหัดสำหรับฝึกร้องสำหรับสมัยนั้นไว้เป็นจำนวนมากอีกด้วย
Guido เริ่มเรียนที่โบสถ์ Benedictine แห่งเมือง Pompasa ขณะที่อยู่นี่เขาได้ศึกษาการร้องได้อย่างรวดเร็ว และเขาได้เริ่มคิดค้นวิธีการบันทึกแบบใหม่ด้วย ต่อมาในช่วงปี 1025 เขาได้ย้ายไปที่ เมือง Arezzo และได้รับการอุปถัมป์จาก Theodaldus ซึ่งเป็น Bishop of Arezzo และได้ฝึกนักร้องสำหรบโบสถ์ประจำเมือง เขาได้เขียน Micrologus ส่งให้กับ Theodaldus ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับแนวทางของการฝึกร้องสำหรับนักร้อง รวมทั้งวิธีการอ่านโน้ต ขั้นคู่ บันไดเสียง โหมด การหัดแต่งทำนอง และการด้นสด รวมอยู่ ไม่นานนักเขาถูกเรียกไปที่กรุงโรมโดยสมเด็จพระสันตปาปา John XIX เพื่อสอนวิธีการบันทึกในแบบของเขา แต่ด้วยปัญหาสุขภาพและความชื้นในอากาศสูงเขาจึงกลับไปและได้สัญญากับพระสันตปาปาว่าจะกลับไปในฤดูหนาวเพื่อสอนวิธ๊การบันทึกในแบบของเขาให้กับพระองค์และนักบวชรูปอื่นๆด้วยจึงทำให้วิธีการบันทึกแบบนี้เป็นที่แพร่หลาย
ก่อนที่ถึงช่วงของ Guido d'Arezzo นั้นได้มีการพัฒนาวิธีการบันทึกบทสวดในแบบต่างๆ ในตอนแรกการบันทึกบทสวดจะใช้วิธีการบันทึกเป็นคำสวดภาษาละตินแล้วใช้ neume ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่แสดงการขึ้นลงของเสียงร้อง ในด้านของจังหวะยังไม่มีการกำหนดยังไม่มีการใช้เครื่องหมายกำหนดจังหวะ แต่ในช่วงประมาณศตวรรษที่ 12 มีกลุ่มของนักทฤษฎีสองกลุ่มที่มีความคิดเรื่องจังหวะ กลุ่มแรกคือ Mensuralist ที่เชื่อว่าสามรถจัดกลุ่มความยาวได้ กลุ่มที่สองคือ Accentualist ได้เสนอว่าจังหวะควรควบคุมโดนการเน้นจากการพูดแบ่งได้ 3 แบบคือ Sillabic หรือหนึ่งคำต่อหนึ่งโน้ต Neumatic หรือ 2-4 โน้ตต่อหนึ่งคำ และ Melismatic หรือการเอื้อนโดยจะเน้นที่ตัวแรกของ Neumes
ผลงานที่สำคัญของ Guido คือ การบันทึกบทสวดโดยการใช้สัญลักษณ์ในการกำหนดทิศทางของทำนอง คำสวดจะอยู่ใต้สัญลักษณ์ของทำนอง บรรทัดที่ใช้มี 4 บรรทัด ใช้กุญแจ (Clef) 2 กุญแจคือ กุญแจโด (C Clef)และ กุญแจฟา (Bass Clef)ใช้คำแทนระดับเสียง คือ ut re mi fa sol la แต่ยังไม่ใช้ Ti(Si)เพราะจะทำให้เกิดขั้นคู่เสียงกระด้างคือขั้นคู่ Tritone ซึ่งเป็นข้อห้ามในสมัยนั้นแต่แก้ด้วยการใส่เครื่องหมายแฟลต นอกจากนี้เขายังได้ประพันธ์แบบฝึกหัดสำหรับการฝึกร้องอีกด้วย หนึ่งในแบบฝึกหัดที่สำคัญคือเพลงสวด Hymn Ut Queant laxis ซึ่งในบทสวดนี้ในพยางค์แรกของในแต่ละวลีจะขึ้นด้วย ut re mi fa sol la จึงเป็นต้นกำเนิดของคำที่ใช้แทนระดับเสียงที่เรียกว่า Solmization และทำให้เกิดระบบ Solfegio ขึ้น

Hymn Ut Queant laxis

Ut queant laxis (Ut)
Resonare fibris (Re)
Mira gestarum (Mi)
Famuli tuorum (Fa)
Solve polluri (Sol)
Labii reatum (La)
Sancte Iohannes (Si)

โดยในตำราทฤษฎีดนตรี Epistola de ignoto cantu ได้อธิบายระบบนี้นอกจากนี้เขายังได้เขียนตำราทฤษฎีดนตรีหลายเล่ม เช่น Micrologus de disciplina artis musicae, Item aliae Regulae de ignoto cantu, Prologus in antiphonario เป็นต้น
นอกจากนี้ Guido ยังได้พัฒนาระบบ hexachord อีกด้วย โดยที่ในเพลงสวดจะมีสามจุดที่ห่างครึ่งเสียงคือ E-F,B-C,และ A-Bb โดยระบบ hexachord ประกอบไปด้วย 6 โน้ตตั้งแต่ ut-la สามารถพบได้สามตำแหน่งคือ เริ่มที่ C หรือที่เรียกว่า natural hexachord เริ่มที่ G เรียกว่า hard hexachord โดยใช้ B-natural และเริ่มที่ F เรียกว่า soft hexachord โดยใช้ B-flat โน้ตตัวแรกของ hexachord จะเรียกว่า gamma

Hexachord System

1.C D E F G A (natural)
2.G A B C D E (hard)
3.F G A BbC D (soft)

ถ้าเทียบกับระบบปัจจุบันจะเริ่มจากโน๊ต G บนเส้นในกุญแจฟาไปจนจนถึง E ในช่องของกุญแจโซล ระบบวิธีการสอนในการคิดระบบนี้ Guido ได้อธิบายใน Guidonian hand เพื่อเป็นสื่อการสอนเพื่อให้เข้าใจวิธีคิดระบบ hexachord ได้ง่าย
Guidonian Hand คือระบบทีช่วยจำระดับเสียง โดยกำหนดลงบนมือซ้ายเป็นหนึ่งในวิธีการเรียนการสอนดนตรีในยุคกลาง พัฒนาวิธีการสอนโดย Guido d' Arezzo โดยการตั้งชื่อโน้ตให้สัมพันธ์กับส่วนต่างๆของมือ โดยเฉพาะระบบ hexachord

Byzantine Chant

จักรวรรดิ์ไบซันไทน์ (Byzantine Empire) หรือจักรวรรดิ์โรมันตะวันออก (Eastern Roman Empire) เกิดขึ้นโดยจักรพรรดิ์ของโรมัน พระเจ้าคอนสแตนตินมหาราชผู้เลื่อมใสในคริสตศาสนา ได้สร้างเมืองในบริเวณของของเมืองเก่าของอารยธรรมกรีกที่ชื่อไบซันทิอุมโดยมีกรุงคอนสแตนติโนเปิลเป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิ์ ในขณะที่จักรวรรดิ์โรมันตะวันตก (Western Roman Empire) มีศูนย์กลางที่กรุงโรม ต่อมากรุงโรมล่มสลายโดยกลุ่มอนารยชนเข้าโจมตีและเข้ายึด ทำให้นักปราชญ์และผู้รู้ต่างก็อพยพมาทางฝั่งตะวันออกในจักรวรรดิ์ไบซันไทน์ แต่จักรวรรดิ์นี้มีการป้องกันที่เข้มแข็งและมีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอาวุธซึ่งครั้งหนึ่งสามารถทำลายกองเรือของศัตรูจนย่อยยับได้สำเร็จ กองทัพของของอาหรับได้พยายามตีหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ แต่ต่อมาส่วนหนึ่งของอาณาจักรรวมทั้งกรุงคอนสแตนติโนเปิลก็ถูกยึดโดยพวกออตโตมัน เติร์ก กรุงคอนสแตนติโนเปิลต่อมากลายเป็นอิสตันบูลของชาวมุสลิมในปัจจุบัน
ไบซันไทน์ ชานท์ (Byzantine Chant)เป็นบทสวดในพิธีทางศาสนาของคริสตศาสนิกชนในจักรวรรดิ์ไบซันไทน์ซึ่งไม่ขึ้นกับสมเด็จพระสันตะปาปาที่อยูในกรุงโรมโดยบทสวดนั้นใช้ภาษากรีกแต่ภายหลังได้มีการแปลอีกหลายภาษาเช่น ซีเรีย อารบิก อาร์เมเนียน สลาฟ เป็นต้น บทสวดนี้ปรากฎเมื่อช่วงต้นศตวรรษที่ 4 จนถึงช่วงที่อิทธิพลของจักรวรรดิออตโตมันแผ่ขายาเข้ามาในช่วงปี 1453 หลักฐานที่ค้นพบเป็นต้นฉบับที่มีการบันทึกบทสวดเหล่านั้นประมาณ 12000-15000 ฉบับโดย 10 เปอร์เซนท์ นั้นพบว่าอยู่ในช่วงปี 1200-1500 วิธีการที่บันทึกนั้นแตกต่างจากเกรกอเรียน ชานท์ (Gregorian Chant) โดยมีการบันทึกสองแบบคือการบันทึกบทสวด (Lectionary Notation) หรือ (Ekphonetic) เป็นการบันทึกเป็นคำสวดไม่มีการบอกทิศทางของทำนอง การบันทึกแบบนี้ใช้ในการศึกษาพระคัมภีร์ เริ่มมีการใช้วิธีนี้ในช่วงศตวรรษที่ 8-9 จนถึงช่วงศตวรรษที่ 12-13 การบันทึกแบบนี้ในทุกประโยคจะมีเครื่องหมายที่บอกเมื่อเริ่มต้นประโยคและเครื่องหมายจบประโยค วิธีการบันทึกลักษณะนี้มาจากวิธีแบบ old Slavonic และ Georgian วิธีการบันทึกแบบที่สองคือการบันทึกทำนอง (Melodic Notation) เป็นการบันทึกคำสวดพร้อมทั้งบอกวิธีการเอื้อนและทิศทางของทำนอง เริ่มปรากฎในศตวรรษที่ 10 เมื่อมีการถอดการบันทึกแบบทำนองพบว่ามีการใช้โหมด (Mode) 8 โหมดมีโน้ต Finalis ซึ่งโน้ตที่สำคัญของโหมดแต่ละโหมด อยู่ 4 ตัวคือ D,E,Fและ G มีทั้งโหมดหลัก (authentic mode) และ โหมดรอง (plagal mode) ลักษณะของทำนองในไบวันไทน์ ชานท์ นั้นจะมาจากลักษณะของ Centonization (Patchwork) หรือการตัดต่อทำนอง ซึ่งคำนี้มาจากคำว่า Cento ในภาษาละตินแปลว่าเพลงที่ยืมทำนองในเพลงอื่นมาใช้ซึ่งการใช้ในไบแซนไทน์ ชานท์อาจจะเป็นทำนองจากชานท์มาตัดต่อก็ได้ เพลงในลักษณะนี้ก็มักจะปรากฎอยู่ในเพลงนอกโบถส์เป็นจำนวนมากเช่นกัน
ลักษณะของไบแซนไทน์ยังคงมีอิทธิพลของกรีก-โรมันอยู่ของบ้างและมีลักษณะที่ต่างกับเกรกอเรียน ชานท์หลายอย่าง โดยเฉพาะภาษา แต่ต่อมาเพลงลักษณะนี้ได้ปรากฎอีกครั้งหลังจากที่กรุงคอนสแตนติโนเปิลถูกพวกออตโตมัน เติร์กเข้ายึด ทำให้แนวคิด ปรัชญาต่างเริ่มกลับเข้าสู่ฝั่งตะวันตกอีกครั้งโดยส่วนใหญ่จะรวมกันที่อิตาลี ซึ่งเป็นจักรวรรดิ์โรมันเดิม ทำให้อิตาลีมีนักคิด นักปราชญ์ นักวิทยาศาสตร์ต่างๆ เป็นจำนวนมากและกลายเป็นศูนย์รวมของความรู้ต่างๆของยุโรป